“วิตามิน” อะไรไม่ควรกิน? หมอเปิดลิสต์ เตือนอย่าซื้อกินเอง เสี่ยงโรคทางสมอง-ตับ-ไต

หมอโอ๊ค เปิดลิสต์เตือน วิตามิน-อาหารเสริม อย่าซื้อกินเอง กินไม่ถูกเสี่ยงเส้นเลือดสมองแตก ตับพัง ไตวาย อันตรายกว่าที่คิด

กลายเป็นประเด็นเตือนสายรักสุขภาพอีกครั้ง หลังเฟซบุ๊ก หมอโอ๊ค DoctorSixpack ของ นพ.ศุภฤกษ์ วิจารณาญาณ หรือ หมอโอ๊ค แชร์คลิปเตือนเรื่องการเลือกกินวิตามินและอาหารเสริม โดยระบุว่า หากเลือกผิดหรือกินเองโดยไม่จำเป็น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพรุนแรง เช่น เส้นเลือดในสมองแตก ตับอักเสบ ไตวาย หรือเพิ่มความเสี่ยงโรคร้ายบางชนิด

ด้านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เคยย้ำว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา รักษาโรคไม่ได้ และไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่ากินแล้วรักษาโรคได้ทุกชนิด ดังนั้นก่อนซื้ออาหารเสริมหรือวิตามินมากินเอง ควรดูความจำเป็น ปริมาณที่ได้รับ และโรคประจำตัวร่วมด้วยเสมอ

วิตามินเอ ไม่ควรกินเอง โดยเฉพาะคนท้องและผู้มีประวัติสูบบุหรี่

หมอโอ๊คระบุว่า วิตามินเอเป็นหนึ่งในวิตามินที่ไม่ควรซื้อกินเอง หากไม่ได้อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งควรระวังการได้รับวิตามินเอในปริมาณสูง เพราะอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ได้

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก National Institutes of Health Office of Dietary Supplements ระบุว่า การศึกษาบางชิ้นพบว่าอาหารเสริมเบต้าแคโรทีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิตามินเอ อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอดในผู้สูบบุหรี่หรือผู้มีความเสี่ยงสูง หมอโอ๊คจึงแนะนำว่า หากต้องการสารอาหารกลุ่มนี้ ควรเลือกจากอาหารธรรมชาติก่อน เช่น แครอท ฟักทอง มะละกอ มันหวาน มะเขือเทศ และพริกหยวกสีแดง

วิตามินอี กินหวังป้องกันโรค อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป

หลายคนซื้อวิตามินอีมากินเอง เพราะเชื่อว่าจะช่วยป้องกันโรคหรือบำรุงสุขภาพ แต่หมอโอ๊คเตือนว่าไม่ควรกินต่อเนื่องในปริมาณสูงโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงเรื่องเลือดออกได้

ข้อมูลจาก NIH Office of Dietary Supplements ระบุว่า วิตามินอีปริมาณสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออก และอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเลือดออกในสมองหรือเส้นเลือดในสมองแตกในบางกรณี ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินวิตามินอีเสริม

อาหารเสริมที่อ้างรักษาทุกโรค อย่าหลงเชื่อ

อีกกลุ่มที่หมอโอ๊คเตือนอย่างชัดเจน คืออาหารเสริมที่โฆษณาว่า “รักษาได้ทุกโรค” เช่น ลดเบาหวาน ลดความดัน ลดไขมัน หรือกินแล้วโรคต่าง ๆ หายได้ เพราะคำกล่าวอ้างลักษณะนี้ทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงเสียเงินโดยไม่ได้ประโยชน์ และอาจยิ่งอันตรายหากหยุดยาแพทย์สั่งเอง

อย. ระบุว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา จึงไม่สามารถอ้างสรรพคุณรักษา บำบัด หรือบรรเทาโรคได้ หากพบโฆษณาอวดอ้างเกินจริง ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน และไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์

อาหารเสริมผิวขาวเร็วใน 7 วัน เสี่ยงสารแอบแฝง

หมอโอ๊คยังเตือนผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่า กินไม่กี่วันแล้วผิวขาวหรือกระจ่างใสทันที เพราะอาจมีการใส่สารที่ไม่ปลอดภัย หรือใช้สารในปริมาณเกินเหมาะสม เช่น สเตียรอยด์ กลูต้าไธโอนเกินขนาด หรือสารต้องห้ามอื่น ๆ

ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มักใช้คำโฆษณาที่กระตุ้นความอยากเห็นผลเร็ว แต่ร่างกายไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างปลอดภัยภายในเวลาไม่กี่วัน หากกินผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจเสี่ยงตับอักเสบ ไตวายเฉียบพลัน หรือเกิดอันตรายต่อระบบเลือดได้

สังกะสี กินมากเกินไปอาจกระทบแร่ธาตุอื่น

สังกะสีเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ แต่หมอโอ๊คเตือนว่าไม่ควรกินโดสสูงโดยไม่จำเป็น โดยกล่าวว่าโดยทั่วไปวันละประมาณ 30 มิลลิกรัมก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการเสริมในหลายกรณี และไม่ควรกินสูงต่อเนื่องเอง

ข้อมูลจาก NIH Office of Dietary Supplements ระบุว่า สังกะสีปริมาณสูงอาจรบกวนการดูดซึมทองแดง และการใช้สังกะสีมากเกินไปเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดภาวะขาดทองแดง รวมถึงมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือความผิดปกติอื่น ๆ ได้ แหล่งอาหารธรรมชาติที่มีสังกะสี ได้แก่ หอยนางรมปรุงสุก เนื้อสัตว์ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วเหลือง และผักใบเขียวบางชนิด

แคลเซียมคาร์บอเนต ไม่ควรซื้อกินเองเพื่อบำรุงกระดูก

หมอโอ๊คระบุว่า อาหารเสริมบำรุงกระดูกที่ไม่แนะนำให้ซื้อกินเองโดยไม่มีแพทย์ดูแล คือแคลเซียมคาร์บอเนต เพราะไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องกินแคลเซียมเสริม และการกินโดยไม่ประเมินความต้องการของร่างกายอาจไม่เกิดประโยชน์ตามที่คาดหวัง

NIH Office of Dietary Supplements ระบุว่า แคลเซียมคาร์บอเนตและแคลเซียมซิเตรตเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในอาหารเสริม โดยแคลเซียมคาร์บอเนตควรกินพร้อมอาหารเพื่อช่วยการดูดซึม ขณะเดียวกัน Mayo Clinic ระบุว่า การได้รับแคลเซียมสูงเกินไปจากอาหารและอาหารเสริมอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงบางอย่าง จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนกิน โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัตินิ่วในไต โรคไต หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์ กินแล้วปวดบิดถ่ายแรง ควรหยุด

สำหรับคนท้องผูก หมอโอ๊คเตือนว่า ไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์หรือดีท็อกซ์ที่กินแล้วปวดท้องบีบแรง หรือทำให้ต้องรีบเข้าห้องน้ำทันที เพราะบางผลิตภัณฑ์อาจมีสารกระตุ้นการขับถ่ายแอบแฝง หากใช้ต่อเนื่องอาจทำให้ลำไส้เคยชินและขับถ่ายเองได้ยากขึ้น

วิธีดูแลอาการท้องผูกที่ปลอดภัยกว่า คือเพิ่มใยอาหารจากผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ดื่มน้ำให้เพียงพอ ขยับร่างกาย และปรับเวลาการขับถ่าย หากท้องผูกเรื้อรังหรือมีอาการผิดปกติ เช่น ถ่ายมีเลือด น้ำหนักลด หรือปวดท้องรุนแรง ควรพบแพทย์

สมุนไพรดองแอลกอฮอล์ ยาดองเถื่อน เสี่ยงไตวาย-ตับวาย

หมอโอ๊คเตือนอีกกลุ่มที่ไม่ควรกินเด็ดขาด คือสมุนไพรดองแอลกอฮอล์หรือยาดองแปลก ๆ ที่ไม่ได้มาจากแพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน หรือผู้ประกอบวิชาชีพที่น่าเชื่อถือ เพราะอาจมีการปนเปื้อนสารอันตราย หรือใช้แอลกอฮอล์และสารที่ไม่ปลอดภัยต่อร่างกาย

ผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้อาจเสี่ยงต่อไตวายหรือตับวายเฉียบพลัน โดยเฉพาะหากเป็นยาดองเถื่อนหรือไม่มีฉลากชัดเจน ผู้บริโภคจึงควรหลีกเลี่ยง และไม่ควรทดลองกินเพราะคำบอกเล่าหรือโฆษณาในโซเชียล

ก่อนกินอาหารเสริม ควรถามตัวเอง 4 ข้อ

  • มีข้อบ่งชี้จริงหรือไม่ หรือกินเพราะเห็นโฆษณาและกระแสในโซเชียล
  • ปริมาณที่กินเกินความต้องการต่อวันหรือไม่
  • มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ใช้ยาละลายลิ่มเลือด ยาความดัน ยาเบาหวาน หรือยาประจำอื่น ๆ หรือไม่
  • ผลิตภัณฑ์มีเลขสารบบอาหาร ฉลากชัดเจน และไม่มีคำโฆษณาเกินจริงหรือไม่

สรุป อาหารธรรมชาติและการปรับพฤติกรรมยังสำคัญที่สุด

คำเตือนของหมอโอ๊คไม่ได้หมายความว่าวิตามินหรืออาหารเสริมทุกชนิดอันตราย แต่ชี้ให้เห็นว่า “การซื้อกินเองโดยไม่รู้ความจำเป็น” อาจสร้างความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะวิตามินหรือแร่ธาตุที่สะสมในร่างกายได้ หรือผลิตภัณฑ์ที่อ้างผลเร็วเกินจริง

แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือเริ่มจากอาหารธรรมชาติให้ครบและหลากหลาย ออกกำลังกาย พักผ่อนให้พอ และตรวจสุขภาพตามความเหมาะสม หากต้องการกินอาหารเสริมจริง ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ เพราะอาหารเสริมควรเป็น “ตัวเสริม” ไม่ใช่ทางลัดแทนพฤติกรรมสุขภาพหรือการรักษาโรค

Leave a Comment